รู้หน้าไม่รู้ใจ ระวัง! ภัยมิจฉาชีพ ลักพาตัวลูกหลานจากอ้อมอก
รู้หน้าไม่รู้ใจ ระวัง! ภัยมิจฉาชีพ ลักพาตัวลูกหลานจากอ้อมอก
การลักพาตัวเด็ก เป็นภัยสังคมที่เกิดขึ้นมานานไม่มีวันจบสิ้น ซ้ำร้ายยังเป็นพิษทางใจ สร้างความขมขื่นใจ ระทมทุกข์บังเกิดแก่ผู้เป็นพ่อแม่มากที่สุด หากว่าโชคชะตาเข้าข้าง โอกาสได้ลูกน้อยกลับมาอยู่ในความอบอุ่นอีกครั้งคงดี ทว่ายังมีผู้ปกครองหลายคนที่มีความหวังได้เจอลูกน้อยยามที่มีลมหายใจอยู่ ริบหรี่ลงทุกที.....
ในกรณีผู้ปกครองของน้องอ้น( ขอสงวนชื่อ-นามสกุลจริง) โชคดีมากที่มีโอกาสเจอ ลูกชายวัย9 ขวบหลังใช้เวลาแรมเดือนตามตัว ที่ถูกนายจำเริญ อินทรสมบัติ ชายเร่ร่อนแปลกหน้าวัย 41 ปีใช้อุบายหลอกล่อพาตัว น้องอ้นมาจากหมู่บ้านอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 แล้วบังคับพาขึ้นรถโดยสารตระเวนไปขายตั๊กแตนสานจากใบมะพร้าว ตามแหล่งท่องเที่ยว ไล่จากจังหวัดอุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา สระบุรี กรุงเทพมหานคร จังหวัดเพชรบุรี กระทั่งมีพลเมืองดีแจ้งเบาะแส แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงทำให้จับตัวนายจำเริญ ผู้กระทำความผิดลักพาตัวเด็กได้ ขณะบังคับให้น้องอ้นเดินเร่ขายตั๊กแตนสานให้นักท่องเที่ยวที่สัญจรมาไปบริเวณชานชาลาหน้าสถานีรถไฟจังหวัดชุมพร จึงทำให้ครอบครัวของน้องอ้นได้กลับมาอยู่พร้อมพร้อมตาด้วยความอบอุ่นอีกครา......
หากเรื่องราวของการลักพาตัวเด็กจบลงด้วยการตามหาตัวเด็กเจอ พร้อมจับผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายสำเร็จได้ทุกราย และปัญหาการลักพาเด็กจบสิ้นลง ไม่มีการเกิดขึ้นอีก ภัยสังคมด้านนี้คงไม่มีอีก แต่ในความเป็นจริงปัญหาการลักพาตัวของเด็กที่เกิดขึ้นนั้นยังคงเป็นภัยสังคมที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งที่ปรากฏเป็นข่าวและไม่ปรากฎ ฉะนั้นการรู้เรื่องภัยสังคมด้านนี้ไว้คงไม่เสียหาย
กลุ่มเด็กแรกเกิด -11 ปี กลุ่มเสี่ยงในการลักพาตัว
จากมุมมองความคิดของนางสาวธิติมา หมีปาน หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงาสะท้อนปัญหาการลักพาตัวเด็กว่า ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ได้รับแจ้งคนหายจำนวน 1,004 รายและช่วยเหลือตามกลับมาได้ประมาณ 600 กว่าราย ขณะที่สถิติการลักพาตัวเด็กนั้นมีสถิติที่รับแจ้งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงปัจจุบันเพียง 1 ราย กรณีของเด็กถูกลักพาตัวนั้นกลุ่มเสี่ยงที่อาจถูกคนร้ายลักพาตัวคือเด็กตั้งแต่แรกเกิด -11ปี เด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และสามารถถูกบุคคลแปลกหน้าชักชวนชักจูงไปได้โดยง่าย กว่าเด็กในวัยที่โตกว่า ส่วนภูมิภาคที่พบว่าเด็กถูกลักพาตัวมากที่สุดคือภาคกลาง เนื่องจากภาคกลางเป็นเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมทำให้ประชากรในพื้นที่ต่างๆ อพยพเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก เมื่อมีประชากรมาอยู่มากจึงไม่อาจทราบได้ว่า บุคคลที่เข้าเป็นใครและมีวัตถุประสงค์ใดและคนร้ายมักแฝงเข้ามาปะปนอยู่กับประชากรเหล่านี้
เด็กชายเสี่ยงต่อการลักพาตัวมากว่าเด็กหญิง
หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา ยังสะท้อนมุมของเพศที่ตกเป็นกลุ่มเสี่ยงในการลักพาตัวของคนร้ายว่า กลุ่มเด็กชายมีความเสี่ยงในการถูกลักพาตัวได้มากกว่ากลุ่มเด็กเพศหญิง เนื่องจากว่าเด็กชายไม่มีอาการร้องไห้ ฟูมฟายและสามารถล่อหลอกด้วยของเล่นได้ง่ายกว่าเด็กผู้หญิง ในแง่พื้นฐานของครอบครัวของกลุ่มเด็กที่ถูกลักพาตัวนั้นมีทั้งระดับฐานะปานกลางและยากจน ขณะที่สถานที่ที่เด็กถูกพาตัวนั้นเป็นสถานที่ใกล้บ้าน หรือสถานที่ที่ครอบครัวคิดว่าปลอดภัยเช่น บริเวณหน้า สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ห้างสรรพสินค้าและโรงเรียน
ใช้กลยุทธ์ ตีสนิท ชวนเด็กซื้อขนมของเล่นด้วยกันแล้วลักพาตัว
ด้วยความด้อยประสบการณ์ ไร้เดียงสาของเด็ก ทำให้คนร้ายใช้หลากวิธีเพื่อให้ได้ตัวเด็กมา นางสาวธิติมาเล่าว่า คนร้ายมีวิธีการล่อลวงเด็กหลากหลายวิธี วิธีการส่วนใหญ่ที่ใช้คือ วิธีเข้ามาตีสนิทกับเด็ก บอกว่าจะซื้อขนม ซื้อของเล่นให้เด็กโดยมีข้อเสนอว่าเด็กต้องไปซื้อของเล่นและขนมกับตัวเอง รวมถึงชักชวนให้เด็กไปเล่นเกม , การอ้างว่าผู้ปกครองเด็กให้มารับกลับบ้านแทน เนื่องจากผู้ปกครองเด็กประสบอุบัติเหตุไม่สามารถมารับได้หรือกล่าวหาว่าเด็กกระทำความผิดจะนำเด็กไปสอบสวน , กรณีการลักพาตัวเด็กนั้นสามารถกระทำได้หลายวิธีไม่ใช่ทำเป็นแก๊งค์รถตู้เพียงอย่างเดียว แต่อาจใช้วิธีอื่นเพื่อทำให้เด็กหลงเชื่อและยังทำให้บุคคลอื่นไม่สงสัยตัวเอง
ลักพาเด็กเพื่อการค้ามนุษย์ : ผลประโยชน์ทางเพศ: เสน่หา
เมื่อเด็กถูกลักพาตัวไม่มีใครรู้ได้ว่า ปลายทางหรือวิถีชีวิตของเด็กที่ถูกเปลี่ยนไปด้วยน้ำมือของคนร้ายที่ลักพาตัวเป็นอย่างไร นางสาวธิติมาอธิบายให้เห็นภาพ โดยใช้วิธีวิเคราะห์ประเด็นนี้จากประสบการณ์การทำงานในศูนย์คนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงาว่า สามารถวิเคราะห์ประเด็นการลักพาตัวเด็กได้ 3 ประเด็นที่ 1คือ การลักพาตัวเพื่อการค้ามนุษย์ มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะเด็กเล็กเมื่อถูกลักพาตัว อาจถูกขายเป็นลูกบุญธรรมของชาวต่างชาติ หรือถูกนำเข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์ในรูปแบบขอทาน ในกรณีเด็กโตอายุ5-12 ปีเป็นการบังคับใช้แรงงานในรูปแบบการขายดอกไม้หรือขายสินค้าต่างๆตามที่สาธารณะหรือถูกนำไปบังคับใช้เป็นแรงงานทาสตามโรงงานนรก , ประเด็นที่ 2 ลักพาตัวเด็กเพื่อการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ ในเด็กอายุ5 - 12 ปี ส่วนใหญ่เป็นมิจฉาชีพที่มีความผิดปกติทางจิต ชอบร่วมเพศกับทั้งเด็กหญิงและเด็กชายโดยคนร้ายอาจกระทำกับเด็กด้วยตัวเอง หรือนำตัวเด็กส่งต่อให้ผู้อื่นอีกทอดหนึ่ง , ประเด็นที่ 3 เป็นการลักพาเด็ก เพื่อความเสน่หาส่วนตัว เป็นกรณีเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางจิต ที่คนร้ายอาจรักใคร่เด็กเป็นพิเศษและประสงค์นำตัวเด็กคนนั้นมาเลี้ยงดูเอง ส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ชิดหรือญาติสนิท
นางสาวธิติมา ย้ำว่า " การลักพาตัวเด็กนั้น คนร้ายไม่แบ่งว่าเป็นเด็กหญิงเด็กชายอย่างชัดเจน แต่ต้องดูที่วัตถุประสงค์ของคนร้ายว่าจะนำตัวเด็กที่ลักพาตัวไปนั้นเพื่อการใด เพราะเด็กทั้ง2กลุ่มสามารถนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศหรือนำไปใช้แรงงานก็ได้ "
ลูกหลานหายรีบแจ้ง :สื่อควรมีพื้นที่ให้
เมื่อเด็กหายความเป็นไปได้ในการติดตามหาตัวจนพบ นางสาวธิติมา บอกให้รู้ความจริงในเรื่องนี้ว่า ทางศูนย์ข้อมูลคนหายฯของมูลนิธิกระจกเงา ไม่สามารถระบุโอกาสในการติดตามตัวเด็กได้ ว่ามีมากน้อยเพียงใดส่วนวิธีการติดตามนั้น นอกจากครอบครัวของเด็กเดินทางไปแจ้งความแล้ว พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีดังกล่าวต้องรีบดำเนินการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุว่ามีบุคคลใดเห็นเหตุการณ์บ้างและคนร้ายทิ้งพยานหลักฐานใดไว้ในที่เกิดเหตุบ้าง และควรมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รูปเด็กหายและรูปของคนร้าย
ในกรณีเด็กหายหรือเด็กถูกลักพาตัวนั้น ทางศูนย์ข้อมูลคนหายฯ มูลนิธิกระจกเงา เสนอข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ขอให้พื้นที่สำหรับการประชาสัมพันธ์ภาพ ติดตามเด็กหายตามสื่อมวลชนทุกแขนง,ควรมีการประกาศเตือนภัยเด็กหายตามสถานที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัย , ควรมีการสืบเสาะหาหลักฐานของคนร้าย หรือการติดตามหาเด็กอย่างเร่งด่วน,ขอให้ประชาชนที่พบเห็นเบาะแส หรือพบเห็นเหตุการณ์น่าสงสัย แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน
นักจิตวิทยาช่วยปรับสภาพจิตใจ ยามเด็กกลับบ้าน
กรณีเด็กถูกลักพาตัว ได้รับการช่วยเหลือและถูกนำตัวสู่อ้อมอกบุพพาการี นางสาวธิติมาย้ำว่า เด็กต้องได้รับการเยียวยาจากนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เนื่องจากช่วงที่เด็กหายตัวไปนั้น ไม่ทราบได้ว่าเด็กพบเจอสิ่งใดมาบ้าง จึงมีความจำเป็นที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าพบและพูดคุยกับเด็กเพื่อปรับสภาพจิตใจเด็กกลับมาเป็นปกติ ที่สำคัญครอบครัวของเด็ก ต้องพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เพื่อได้รู้ว่า ควรดูแลบุตรอย่างไร เตรียมพร้อมในการตอบคำถามญาติพี่น้องเพื่อนบ้านรวมถึงสื่อมวลชน ยามถูกซักถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เพราะใจคน ยากแท้หยั่งถึง รู้จักกันมานานหลายปี บางที รู้แค่หน้า ไม่รู้ใจ นับประสาอะไรกับคนแปลกหน้าที่เร้นกายในพื้นที่ชุมชุนที่อยู่อาศัย หากไม่พึงระวัง หลงไว้เนื้อเชื่อใจหรือละเลยการดูแลใส่ใจบุตรหลาน ไม่แน่ วันใดวันหนึ่งเหล่ามิจฉาชีพอาจสบช่องชิงตัวบุตรหลานไปไกลจากอ้อมอกเป็นได้ ทางที่ดีทั้งครอบครัว ชุมชนควรหันมาร่วมด้วยช่วยกันป้องภัย ร้ายจากมิจฉาชีพที่คิดร้ายต่อลูกหลาน
กันไว้ดีกว่าแก้
การป้องกันเด็กถูกลักพาตัว มีแนวทางการป้องกันโดยเริ่มต้นในส่วนครอบครัว ผู้ปกครองต้องเตือนเด็ก มิให้หลงเชื่อคำชักชวนของบุคคลแปลกหน้าที่เข้ามาตีสนิทและควรคอยสอดส่องดูว่า ปัจจุบันลูกหลานอยู่ที่ใดและอยู่กับใคร เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ปกครองไม่ค่อยระมัดระวังในเรื่องนี้
ในส่วนของชุมชน ต้องช่วยกันสอดส่องว่า ปัจจุบันมีบุคคลแปลกหน้าเข้ามายังชุมชนหรือไม่ หากมีคนแปลกหน้าเข้าในชุมชน ต้องดูว่ามาทำอะไรหรือมาหาใคร นอกจากนี้ในบริเวณสถานที่ชุมชนที่มีการจัดงานประจำปีขึ้นมา ผู้ปกครองควรต้องเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลบุตรหลานมากขึ้น ไม่ควรปล่อยให้เด็กเที่ยวเล่นตามลำพัง เนื่องจากการจัดงานดังกล่าว มักเป็นแหล่งรวมเหล่ามิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามาในงานเพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
เผยสารพัดวิธีล่อลวงเด็ก
พล.ต.ต.วิมล เปาอินทร์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชนและสตรี (ปดส.) กล่าวถึงรูปแบบการลักพาตัวเด็กว่า การลักพาตัวเด็กแบบล็อคคอขึ้นรถมีน้อยมากแทบไม่มี แต่มิจฉาชีพใช้วิธีการรูปแบบเดิม ๆ คือ หลอกล่อเด็กโดยหลอกว่าจะพาไปเล่นเกม ซื้อขนม หรือให้เงินด้วยความไร้เดียงสา เด็กเชื่อเพราะอยากได้ของ เมื่อหลอกล่อเด็กได้สำเร็จมิจฉาชีพจะนำเด็กล่วงละเมิดทางเพศ นำไปใช้เป็นแรงงานเช่น ขอทาน บางรายถึงขั้นตัดแขนตัดขาเด็ก ส่วนเด็กบางกลุ่มที่อยู่ในวัยรุ่นประมาณ 12 -13 ปี ถูกล่อลวงไปลงเรือทะเล เป็นแรงงานทาสเป็นลูกเรือประมง ถูกใช้แรงงานลากอวนลากแหจนตายหรือไม่ก็หมดสภาพใช้งานอีกต่อไป
" ปัญหาการลักพาตัวเด็ก ล่อลวงเด็กเกิดขึ้นโดยรูปแบบเดิมเอาของเล่น เอาเกมและเอาเงินไม่กี่บาทมาล่อเด็กให้เชื่อ แล้วพาไปใช้เป็นแรงงานเป็นขอทานซึ่งมีสถิติที่มาก ลูกหลานสักคนหายไป คนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องห่วง การป้องกันต้องมีการสอนลูกหลานว่า ถ้ามีคนแปลกหน้าเอาของมาให้อย่าเชื่อ เพราะของฟรีไม่มีในโลก ขณะเดียวกันต้องสอดส่องดูแลสนใจว่าเขาไปไหนมาไหนกับใคร ในด้านพนักงานสอบสวน เมื่อมีพ่อแม่เด็กหรือผู้ปกครองมาแจ้งความว่าเด็กหาย อย่ามองเป็นเรื่องเล็ก เพราะลูกหลานเขาหายไปทั้งคน เป็นเรื่องใหญ่มาก คนเป็นพ่อแม่ย่อมรักและห่วงใยลูก เขาทุกข์ร้อนใจ พนักงานสอบสวนควรไปที่เกิดเหตุให้ได้ เพื่อสอบถามพยานแวดล้อม ตรวจดูพยานหลักฐานยังที่เกิดเหตุถ้าไม่ที่ยังที่เกิดเหตุก็จะไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงถึงคนร้ายเลย"
สกาวรัตน์ ปัญญาอุตม์
ภาพ/ข่าว นสพ.เดลินิวส์
ข้อมูลเดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th โดยคุณ : เดลินิวส์ -
[ 26 เม.ย. 2008 , 11:38:20 น. ]
|